เริ่มธุรกิจเงินล้าน....จากชีวิตที่ติดลบ ของคนหนึ่งกับลูกเล็กๆอีก 2 ตอนที่ 2

เริ่มธุรกิจเงินล้าน....จากชีวิตที่ติดลบ ของคนหนึ่งกับลูกเล็กๆอีก 2 ตอนที่ 2

พอดีช่วงนั้นในเมืองเค้ากำลังจะสร้างตึก 3 ชั้น กำลังเปิดจอง เราอยากได้ไว้ให้ลูก เพราะทำเลดีอยู่ในเมือง และด้านหลังทำอพาทเม้นต์ อยู่ใกล้ศาลากลางจังหวัดแค่ 50 เมตร ทำเลดีมากๆ เราอยากได้มาก ก็เลยขอจองก่อน ทำสัญญาจอง 6 หมื่น เราได้ใบจองแล้วเอาไปถ่ายเอกสารแปะไว้ข้างโต๊ะคอม ที่ข้างที่นอน เราภูมิใจมาก มันเป็นสมบัติชิ้นแรกของเรา เค้าให้เวลา 3 เดือนจากวันจองให้วางดาวน์อีก 6 แสน เราเลยอัดโฆษณาให้เยอะขึ้น คนเข้าเว็บเราเยอะขึ้น ขายของได้มากขึ้น เรายอมนอนตี 4 ตื่น 6 โมง บางครั้งหลับคากองของ ตกใจตื่นก็แพ็คของต่อ ทำอย่างนี้ 3 เดือน ช่วงนั้นเรากินอยู่อย่างประหยัด 3 คนใช้เงินไม่เกิน 100 บาท/วัน ขนาดรองเท้าขาดแล้ว เรายังใส่เลย พอดีไปเจอลูกค้าที่เคยซื้อของที่ร้านก็ถามว่าปิดร้านแล้วเหรอ ตอนนี้ทำอะไร ทำไมใส่รองเท้าขาด ทิ้งไปได้แล้วล่ะ เราก็อายน่ะ แต่เราต้องประหยัด ไม่ซื้ออะไรทั้งนั้น แค่ค่ากินอย่างเดียว

3 เดือน เรามีเงิน 6 แสนบาท ทำสัญญาจ่ายดาวน์ตึก 3 ชั้น 2 คูหา ราคา 6 ล้านบาท วันที่เราเอาเงินไปจ่ายดาวน์เราขับรถมอไซต์ ใส่เสื้อขาดตรงแขนไป เราไม่อายใคร คนที่ห้องนั้นมองเราตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย เราก็ไม่สนใจ เราเปลี่ยนจากใบจองเป็นใบสัญญามาแปะที่เดิม หลังจากวันนี้ เราน็อคไปเลย ป่วยเพราะพักผ่อนน้อย เป็นอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ เลยตัดสินใจรับเด็กมาช่วยงาน เราต้องเริ่มผ่อนค่างวดกับโครงการเดือนละ 60,000 จนกว่าถึงกำหนดแล้วแสร็จ ช่วงนั้นเราทำงานหนักมาก และไม่ได้ดูแลตัวเองเลย ทั้งโทรม ทั้งดำ และอ้วน เราอยู่บ้านเช่าเก่าๆ รถมอไชต์คันเก่า

ในที่สุดเราแยกออกมาได้ 1 ปี สามีก็ขอหย่า เราก็ไปหย่าให้ เค้าก็แค่ถามว่าเธอตัดสินใจเองน่ะ ที่จะเอาลูกไว้ เราบอกว่าใช่ แล้วไม่เอาค่าเลี้ยงดูด้วย ขออย่างเดียวคือช่วยเซ็นต์ยินยอมให้ลูกเปลี่ยนเป็นนามสกุลเราด้วย เค้าก็เซ็นต์ให้และบอกว่าถ้าเลี้ยงไม่ไหวก็เอาไปให้แม่เค้าน่ะ และไม่ถามด้วยว่าเราทำอะไร ทำงานอะไร เพราะเราไม่ใช่คนที่นี่และไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรู้จักเราอยู่แล้ว เรามีเพื่อนที่สนิทแค่คนเดียวที่ไปมาหาสู่ คอยโทรมาถามว่ากินข้างหรือยัง

ณ. วันนี้ 1 ปี กับ 10 เดือน ตึกของเราเสร็จแล้ว เราโอนสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว จ่ายเงินสด วันที่โอนเราขับรถฟอร์จูนเนอร์ป้ายแดงที่ซื้อด้วยเงินสด พร้อมลูกทั้ง 2 คนไปด้วย วันที่ 16 ที่ผ่านมาเราย้ายเข้าอยู่โดยมีพนักงานทั้งหมด 6 คน กับแม่บ้าน 1 คน ช่วยกันย้ายของ จัดของ เปิดเป็นบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางค์จากเกาหลี ห้องหนึ่งเปิดเป็นออฟฟิศ อีกห้องหนึ่งโชว์เครื่องสำอางค์ มีสินค้ามากว่า 400 รายการแสดงอยู่ วันที่เราตกแต่งที่ตึกคนผ่านไปมา คงไปบอกอดีตสามีว่าเราเห็นเราที่ตึกนี้ บางคนก็เข้ามาถามเราก็บอกว่าของเรา เราซื้อเอง และอดีตสามีก็มาหาเราที่นี่ และถามว่าซื้อตึกเหรอ เราบอกว่าใช่ รถก็ของเรา เราซื้อด้วยตัวเอง เค้าก็หงอไปเลย คงจะอายเพื่อนๆ ด้วยที่เรามาได้ถึงขั้นนี้ ทุกวันนี้เค้ามาทำงานเค้าต้องผ่านหน้าตึกของเรา เพราะอยู่ห่างกันแค่ 300 เมตรเอง เราทั้งภูมิใจและสะใจเลย เค้าหงอไปเลย เราใช้เวลา 3 เดือน สำหรับลดน้ำหนัก 15 กก. ใช้เครื่องสำอางค์ดีๆ ทานวิตมินและอาหารที่มีประโยชน์ทำให้เรากับมาดูดีอีกครั้ง ทุกวันนี้เราแต่งตัวสวย ต้อนรับลูกค้าที่เข้าร้าน เดินเข้า-ออกออฟฟิศ เราเดินเข้าธนาคารผู้จัดการธนาคารยังไหว้เราเลย จากผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จัก เดี๋ยวนี้คนในตลาดเริ่มพูดถึงเรา เราไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียนเอง เดินเข้าไปส่งถึงห้องเลย เดินเคียงข้างลูกแบบว่าลูกไม่ต้องอายใครอีกแล้ว จากที่เมื่อก่อนส่งแค่หน้าโรงเรียนแล้วปล่อยให้ลูกเดินเข้าประตูโรงเรียนเดินไปที่ห้องเอง เราต้องคอยแอบมองลูกอยู่นอกรั้ว เวลามีกิจกรรมอะไร เราก็ต้องให้ลูกสละสิทธิ์เพราะไม่อยากให้ใครเห็นหน้าและกลัวลูกอายเพื่อน และยังต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องโต๊ะจีน เรื่องเสื้อผ้า แต่งหน้าลูกอีก

1 ปีกับ 10 เดือนกับรายได้ 12 ล้าน ด้วยความพยายามอย่างไม่ย้อท้อ ด้วยความมุมานะ ด้วยความเสียสละเวลาแทนที่จะได้นั่งเล่นกับลูก ได้ป้อนข้าว ป้อนขนม หลังจากลูกกลับมาจากโรงเรียน ได้ถามลูกว่าวันนี้เรียนอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง สนุกมั้ย ได้กอด ได้หอมแก้มลูก แทนที่จะได้นอนกอดลูก ได้นอนกล่อมลูกให้หลับ ต้องปล่อยให้ลูกเข้านอนเอง ลูกเราติดให้เรากล่อมและตบเบาๆ ที่ก้นเวลานอน และต้องเล่านิทานก่อนนอน เราต้องทำแบบนี้มาตลอด เรานอนกับลูกทุกคืน ช่วงที่เราทำงานหนัก เราต้องหา CD นิทานไว้ให้ลูกฟังก่อนนอน เค้าจะเดินเข้ามานอนกันเอง หลังจากนั้นเราจะเข้ามาปิด บางครั้งเข้าไปเจอพี่นอนกอดน้อง เราก็ร้องไห้สงสารลูก แต่เราก็ต้องอดทน เราไม่มีเวลาแม้แต่จะกล่อมให้ลูกหลับแล้วค่อยออกมาทำงาน ตอนนี้เราทำกับข้าวให้ลูก ลูกก็ไม่กินบอกว่าไม่เคยกิน กินไม่เป็น เพราะตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาลูกเรากินแต่ข้าวกล่อง อาหารซ้ำๆ เดิมๆ แทบทุกวัน ทำให้ลูกไม่ชินกับของใหม่ๆ เราเสียดายวันเวลานั้นเกือบ 2 ปี ที่เราต้องปล่อยให้ลูกดูแลกันเอง ลูกคนเล็กพูดชัดตอนไหนเรายังไม่รู้เลย

ทุกวันนี้เรานอนเที่ยงคืน ตื่น 7 โมง เราเริ่มดูแลตัวเองขึ้น พาพ่อ แม่มาอยู่ด้วย ซื้ออัลเมล่าให้พ่อขับไปซื้อกับข้าว บางวันก็รับ-ส่งลูกแทนเรา ให้แม่แต่งตัวสวยๆ ต้อนรับลูกค้าที่ออฟฟิศ ตอนเย็นไปหาอาหารอร่อยๆ ทาน หรือไม่ก็พาลูกไปสวนสาธารณะ พ่อ กับแม่ก็ออกกำลังกายอยู่ใกล้ๆ ชีวิตเราตอนนี้มีความสุขมาก ตอนกลางคืนเราจะเล่านิทาน และกล่อมลูกหลับก่อนแล้วออกมาทำงานต่อที่หน้าห้องนอน

หวังว่าเรื่องของเราคงเป็นแนวทางหรือกำลังใจในการเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆ คน ขอให้จำไว้อย่างเดียวว่า
“ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้” แล้วคุณจะเป็นนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และซื่อสัตย์ต่อลูกค้า นึกถึงใจเค้าใจเรา อย่ามุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และที่สำคัญก่อนจะทำอะไร ต้องคิดให้รอบคอบ แต่ถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องทำให้เต็มที่ ถ้าล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ ก็อย่าท้อถอย คิดว่าไว้ เราได้ทำเต็มที่แล้ว มันไม่ได้จริงๆ เราทำสุดความสามารถแล้ว แล้วคุณจะไม่เสียใจ คุณจะมีกำลังใจในการเริ่มต้นใหม่ แต่ถ้าล้มเหลว แล้วคุณบอกว่าเราน้าจะทำแบบนั้น หรือเราน้าจะทำแบบนี้ ถ้าเราทำแบบนี้แล้ว คงไม่เป็นยังงี้ ถ้าคุณคิดแบบนี้คุณจะเสียใจนาน ไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นสู้ต่อไป และเมื่อได้มาแล้ว จงรักษาสิ่งที่ได้มาให้ดีที่สุด วันนี้ขึ้นได้ สักวันอาจจะหล่นได้เหมือนกัน แล้ววันที่คุณร่วงหล่นมาจะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก
ที่มา สนุก.คอม

อ่านตอนที่ 1







4 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

พี่เก่งจัง
สุดยอด หนูไม่มีความกล้า
ยังอยู่เรื่อยเปื่อยไปวันๆ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

แล้วไปหาของจากที่ไหนค่ะ. ทำไมมีคนซื้อเยอะจัง

สมฤดี ทองดี กล่าวว่า...

ขอบคุณสำหรับแนวทางและกำลังใจดีดีนะค่ะ
พี่เก่งมากๆค่ะ สู้ทุกอย่าง
บทความของพี่เป็นแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดเลยค่ะ

เพ็ญพักตร์ สุดจำนงค์ กล่าวว่า...

ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้มั๊ยค่ะ...เมื่ออ่านแล้ว ขอแสดงความยินดีในความมุ่งมั่น อดทน จนบรรลุผลสำเร็จ คุณสู้เพื่อลูก..โมทนาค่ะ

คลังบทความของบล็อก

ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซด์ FlashSanook แฟลชเกมสนุกของคนออนไลน์